“อนุทิน” ยกทัพทีมเศรษฐกิจ ถกสมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้–เพิ่มสภาพคล่อง
“อนุทิน” ยกทัพทีมเศรษฐกิจ ถกสมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้–เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ชี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือพาประเทศสู่เป้าหมาย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาที่สมาคมธนาคารไทย เพื่อร่วมประชุมหารือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ กับ นายผยง ศรีวนิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และผู้แทนจากภาคธนาคาร โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
รวมถึง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ , นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และและ นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางมาร่วมประชุมด้วย
โดยการประชุมครั้งนี้มีหัวข้อหลักคือ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการหาแนวทางพลิกฟื้นอนาคตเศรษฐกิจด้วยพลวัตใหม่
โดยหัวข้อการหารือมีหลัก 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. มุมมองความท้าทายทางเศรษฐกิจของประเทศ
2. แนวทางที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน
3. ประเด็นหารือและข้อเสนอเพื่อสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของนายกรัฐมนตรี
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการแก้ไข ในการประชุมนี้คือ ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและปัญหาภาระหนี้สินของกลุ่ม SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและมีความเสี่ยงสูง รวมถึงปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศ
ส่วนความคาดหวังว่าการหารือครั้งนี้จะสามารถหามาตรการที่ช่วยปลดล็อกปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและ ฟื้นฟูสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ SMEs ซึ่งถือเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยได้ การหารือนี้ยังรวมถึงการรับฟังข้อเสนอแนะจากภาคธนาคารในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
ซึ่งในที่ประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเผยว่า วันนี้ตนและทีมเศรษฐกิจตั้งใจมาพบหารือหลังจากมีความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยได้พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะคัดสรรบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารงานทางด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลของตนเอง ซึ่งมีความคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ทีมรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องมาพบปะกับ สถาบันหลักๆ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นต่างๆ โดยข้อมูลที่ได้มาได้สร้างประโยชน์และแนวคิดให้กับตนเอง และทีมงานด้านเศรษฐกิจเป็นแนวทาง ความห่วงใย ความกังวล และความเดือดร้อนที่ให้รัฐบาลเร่งแก้ไขและช่วยเหลือ ถือว่ามาจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคการเกษตร การท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ภาคบริการ โดยที่ทุกคนมีเป้าหมายเชื่อว่าประเทศไทยจะต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้
ดังนั้น ต้องใช้ความสามารถที่มีอยู่ รวมถึงความได้เปรียบการแข่งขันทางการค้า นำไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางอาเซียนและภูมิภาคที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อว่าทุกคนจะนำไปสู่เป้าหมายโดยที่ให้รัฐบาลสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่
ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งที่ที่สำคัญที่สุด ที่ต้องมาพบ เพราะเปรียบเสมือน “หัวใจของระบบเศรษฐกิจ” ก็คือ สถาบันการเงิน ระบบการธนาคารทั้งหลาย อยากให้เปิดใจหารือกัน ไม่อยากให้แบ่งฝ่ายว่าเป็นฝั่งรัฐบาล หรือภาคธนาคาร พร้อมย้ำว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลมีความเชี่ยวชาญในการทำงานด้านเศรษฐกิจ
ต่อมาหลังการประชุมกับสมาคมธนาคารไทย นายอนุทินระบุว่า หารือครั้งนี้เป็นการขอความร่วมมือจากภาคธนาคาร ในการแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลห่วงใย โดยเฉพาะหนี้สินของประชาชน หนี้ครัวเรือน และหนี้ของผู้ประกอบการ SME พร้อมทั้งขอให้สมาคมธนาคารช่วยผ่อนปรนและเร่งอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ เพื่อสนับสนุนลูกค้าที่มีศักยภาพ สามารถผลิตและส่งสินค้าเข้าสู่ตลาดได้
นายอนุทิน ระบุด้วยว่า หากเงินใหม่ไม่เข้าสู่ระบบ เงินเก่าก็จะหายไปด้วย ดังนั้นธนาคารต้องประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกันลูกหนี้เองก็ต้องมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจต่อไป พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยไม่สามารถยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ ได้ เพราะคู่แข่งรอบบ้านต่างพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งเพิ่มมูลค่าและประสิทธิภาพในการผลิต ลดต้นทุน และแข่งขันให้ได้ในตลาดโลก
โดยรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในหลายเซกเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวและบริการทางการแพทย์หรือ Wellness ภาคเกษตรกรรม ทั้งผู้ผลิต ผู้แปรรูป และเกษตรกร ที่ต้องการให้ราคาพืชผลทางการเกษตรดีขึ้น รวมถึงภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และไฮเทค ที่ไทยยังมีพื้นที่และศักยภาพรองรับการขยายตัวได้อีกมาก
นอกจากนี้ ยังมีการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาตลาดใหม่ ๆ กระจายสินค้าของไทยไปสู่ภูมิภาคอื่น ไม่พึ่งพิงเพียงคู่ค้าเดิม โดยมั่นใจว่าสินค้าแบรนด์ไทยแลนด์ มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
นายอนุทิน ยืนยันว่า ร่างแถลงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้ว ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม แต่ยังคงปรับรายละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจและประชาชน
ทั้งนี้ รัฐบาลจะใช้กฎหมายที่มีอยู่ในการดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมที่บ่อนทำลายเศรษฐกิจ ทั้งในประเทศและข้ามชาติ เนื่องจากสภาชุดปัจจุบันจะสิ้นสุดการทำงานในเดือนตุลาคม ทำให้ไม่สามารถออกกฎหมายใหม่ได้ทัน แต่มั่นใจว่าหากใช้เครื่องมือและบุคลากรที่มีอยู่ ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้
พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะเร่งผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า วันนี้เป็นการหารือ เพื่อหาแนวทางในการร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพราะไทยมีปัญหาเยอะ ซึ่งเราจะฟื้นเศรษฐกิจยังไงให้เร็ว และยั่งยืน รวมถึงการให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน แก้ปัญหา เรื่องหนี้ครัวเรือน ที่เป็นปัญหาสะสมมานาน ผ่านการทำงานร่วมกัน
นอกจากนี้อีกปัญหาสำคัญ คือ เรื่องการเสริมสภาพคล่องให้ SMEs ซึ่งเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบการการไทย และจะเตรียมพร้อมเพื่อให้ SMEs อยู่ในโลกยุคใหม่ ที่สามารถแข่งขันได้ เพื่อให้ผู้ประกอบการเก่งขึ้น รวมทั้งพัฒนาทักษะแรงงานในระบบ และที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีเดินทางไปหารือร่วมกับหลายภาคส่วนแล้ว เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าไทย เป็นต้น
ทั้งนี้ สมาคมธนาคารไทยเปรียบเสมือนน้ำมันหล่อลื่นให้กับเครื่องจักร ช่วยทำให้คนทำงานได้ดี เพื่อไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ผ่านนโยบายการเชื่อมโยง connect the dots หรือ การเชื่อมโยงระบบความปลอดภัยทางการเงิน ในช่วง 4 เดือน เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจ และสร้างเสถียรภาพกับต่างชาติ
ส่วนเรื่องเงินทุนไหลเข้าที่มีความผิดปกติในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจจะมาจากเงินทุนสีเทา นายเอกนิติ ระบุว่า ในเบื้องต้น ได้มีการพูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายส่วนแล้ว เพื่อหาความเชื่อมโยงให้เห็นว่ามาจากตรงไหน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาได้ตรงจุด
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB